fbq('track', 'PageView');

REACH คืออะไร? กฎหมายสารเคมีที่ผู้ส่งออกไป EU ต้องรู้

ความรู้

กุมภาพันธ์ 27, 2026

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมการส่งสินค้าไปยุโรปถึงต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่าตลาดอื่นๆ? คำตอบอยู่ที่ REACH — กฎหมายสารเคมีที่เข้มงวดที่สุดในโลก ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกสินค้าที่คุณจับต้องได้ ตั้งแต่เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับเคมีเลย

ถ้าธุรกิจของคุณส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรป หรือกำลังวางแผนจะขยายตลาดไปที่นั่น การเข้าใจ REACH ไม่ใช่แค่ตัวเลือก — แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาสินค้าถูกระงับ ถูกปรับเงิน หรือแม้กระทั่งถูกแบนจากตลาด EU ไปตลอดกาล

REACH คืออะไร? (และทำไมมันถึงมีชื่อยาวขนาดนี้)

REACH ย่อมาจาก Registration, Evaluation, Authorization, and Restriction of Chemicals — หรือแปลเป็นไทยคือ “การจดทะเบียน การประเมิน การอนุญาต และการจำกัดการใช้สารเคมี” ชื่อที่ยาวและซับซ้อนนี้สะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตที่ครอบคลุมของกฎหมายฉบับนี้

ออกใช้บังคับเมื่อปี 2007 (Regulation (EC) No. 1907/2006) REACH เป็นกฎหมายกลางของสหภาพยุโรปที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยปรัชญาหลักที่ว่า: “ไม่มีสารเคมีใดที่ควรถูกนำมาใช้โดยไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัย”

ซึ่งหมายความว่า ภาระการพิสูจน์ถูกย้ายมาอยู่ที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า — ไม่ใช่หน่วยงานกำกับดูแลอีกต่อไป คุณต้องพิสูจน์เองว่าสารเคมีที่คุณใช้ในผลิตภัณฑ์ปลอดภัยก่อนที่จะสามารถขายในตลาด EU ได้

ทำไม REACH ถึงสำคัญกับธุรกิจไทย?

คุณอาจคิดว่า “เราไม่ได้อยู่ในยุโรป ทำไมต้องสนใจ?” แต่นี่คือความจริง:

  • EU คือตลาดใหญ่: มีประชากรกว่า 450 ล้านคนและเป็นหนึ่งในตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก
  • REACH ไม่สนใจว่าคุณมาจากไหน: ถ้าคุณต้องการขายสินค้าใน EU คุณต้องปฏิบัติตาม — ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับบริษัทนอก EU
  • ผลกระทบถึงเงินและชื่อเสียง: การไม่ปฏิบัติตามอาจส่งผลให้สินค้าถูกระงับ ถูกปรับหนัก หรือแม้กระทั่งถูกขึ้นบัญชีดำ
  • ลูกค้ายุโรปต้องการความมั่นใจ: ผู้ซื้อใน EU ตรวจสอบอย่างเข้มงวด และพวกเขาต้องการซัพพลายเออร์ที่เข้าใจและปฏิบัติตาม REACH

กลไกหลักของ REACH: 4 ขั้นตอนที่คุณต้องเข้าใจ

REACH ทำงานผ่าน 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกัน แต่ละขั้นตอนมีบทบาทเฉพาะในการปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม:

1. Registration (การจดทะเบียน): “No Data, No Market”

นี่คือหัวใจของ REACH ถ้าคุณผลิตหรือนำเข้าสารเคมีเข้า EU มากกว่า 1 ตันต่อปี คุณต้องจดทะเบียนกับ ECHA (European Chemicals Agency) ก่อน โดยต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับ:

  • คุณสมบัติของสารเคมี (เคมี ฟิสิกส์ สารพิษวิทยา)
  • วิธีการใช้ที่ปลอดภัย
  • มาตรการจัดการความเสี่ยง

สำคัญ: ยิ่งปริมาณสารมาก ข้อมูลที่ต้องส่งก็ยิ่งละเอียด — และค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นตามไปด้วย (จดทะเบียนสาร 1 ตันอาจเริ่มต้นหลักหมื่นยูโร ส่วนสารที่มากกว่า 1,000 ตันอาจทะลุหลักแสนยูโร)

2. Evaluation (การประเมิน): การตรวจสอบข้อมูล

หลังจากจดทะเบียนแล้ว ECHA และประเทศสมาชิก EU จะประเมินว่าข้อมูลที่ส่งมามีความน่าเชื่อถือและเพียงพอหรือไม่ ถ้าพบข้อบกพร่อง คุณอาจถูกเรียกให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติม หรือแม้กระทั่งทำการทดสอบใหม่

3. Authorization (การขออนุญาต): สารที่น่ากังวลสูง

สารบางชนิดที่มีความเสี่ยงสูงมาก — เช่น สารก่อมะเร็ง สารก่อกลายพันธุ์ สารรบกวนต่อมไร้ท่อ — จะถูกใส่ไว้ใน Candidate List และอาจถูกย้ายเข้าสู่ Annex XIV (Authorization List) ซึ่งหมายความว่า:

  • ห้ามใช้โดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
  • ต้องพิสูจน์ว่า “ไม่มีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า” หรือ “ประโยชน์เหนือกว่าความเสี่ยง”

คำแนะนำ: ถ้าสินค้าของคุณมีสาร SVHC (Substances of Very High Concern) ควรหาสารทดแทนโดยเร็วที่สุด — อย่ารอจนถูกบังคับ

4. Restriction (การจำกัดการใช้): เส้นแดงที่ห้ามข้าม

เมื่อสารใดถูกพิสูจน์ว่าเป็นอันตรายอย่างชัดเจน มันอาจถูกบรรจุใน Annex XVII — บัญชีห้ามใช้หรือจำกัดการใช้ ซึ่งหมายความว่าสารนั้นอาจถูกห้ามใช้ทั้งหมด หรือมีเงื่อนไขเข้มงวดมาก เช่น จำกัดความเข้มข้น ห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์บางประเภท หรือต้องมีฉลากเตือนพิเศษ

REACH ครอบคลุมสินค้าอะไรบ้าง?

คำตอบสั้นๆ คือ: เกือบทุกอย่าง

REACH ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก:

  • Substances (สารเคมีเดี่ยว): วัตถุดิบทางเคมี เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ฟอร์มาลดีไฮด์
  • Mixtures (สารผสม): สี กาว ทำความสะอาด เครื่องสำอาง หมึกพิมพ์
  • Articles (ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป): เสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น

ตัวอย่างที่น่าประหลาดใจ:

  • เสื้อยืดธรรมดาที่มีสีย้อมหรือสารเคมีตกค้าง → อาจต้องรายงาน SVHC
  • เฟอร์นิเจอร์พลาสติกที่มีสารหน่วงไฟ → ต้องตรวจสอบว่าสารนั้นอยู่ใน Candidate List หรือไม่
  • บรรจุภัณฑ์กระดาษที่เคลือบด้วยพลาสติก → ต้องประเมินสารเคมีที่ใช้ในการเคลือบ

ข้อยกเว้นของ REACH: อะไรที่ไม่ต้องปฏิบัติตาม?

แม้ REACH จะครอบคลุมกว้าง แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกลุ่ม เนื่องจากมีกฎหมายเฉพาะควบคุมอยู่แล้ว:

  • ยกเว้นเต็มรูปแบบ: สารกัมมันตรังสี, ของเสีย, สารในพิกัดศุลกากร, การขนส่งสารอันตราย, สารที่เกิดชั่วคราวในกระบวนการผลิต
  • ยกเว้นบางส่วน (Partial Exemption): อาหาร, ยา, อาหารสัตว์ — ไม่ต้องจดทะเบียนแต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ

REACH กับผู้ส่งออกไทย: คุณต้องทำอะไรบ้าง?

ถ้าคุณเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออกสินค้าไปยัง EU นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำ:

1. แต่งตั้ง Only Representative (OR)

เนื่องจากบริษัทนอก EU ไม่สามารถจดทะเบียนกับ ECHA ได้โดยตรง คุณต้องจ้าง Only Representative ที่มีสำนักงานใน EU ให้ทำการจดทะเบียนแทน — นี่คือตัวกลางที่จะรับผิดชอบต่อ ECHA ในนาม

2. จัดทำ Safety Data Sheet (SDS)

เอกสารนี้คือ “หนังสือเดินทาง” ของสารเคมี บอกทุกอย่างเกี่ยวกับสาร: อันตราย การใช้งานที่ปลอดภัย วิธีจัดเก็บ และการปฐมพยาบาล ลูกค้าใน EU ต้องการ SDS เป็นหลักฐานการปฏิบัติตาม

3. ตรวจสอบ SVHC อย่างสม่ำเสมอ

Candidate List ของ SVHC (Substances of Very High Concern) ถูกอัปเดตทุกปี ถ้าสินค้าของคุณมี SVHC เกิน 0.1% โดยน้ำหนัก คุณต้องแจ้งต่อ ECHA และแจ้งให้ลูกค้ารู้

4. ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำเข้า (Importer)

ถ้าไม่มี OR ผู้นำเข้าใน EU จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจดทะเบียน ดังนั้นคุณต้องเตรียมข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำเพื่อสนับสนุนพวกเขา มิฉะนั้นพวกเขาอาจปฏิเสธการนำเข้าสินค้าของคุณเลย

ค่าใช้จ่ายและความท้าทาย: สิ่งที่ต้องเตรียมตัว

การปฏิบัติตาม REACH ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีต้นทุนที่แท้จริงทั้งทางเงินและเวลา:

  • ค่าจดทะเบียน: ขึ้นอยู่กับปริมาณสาร — ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนยูโร
  • ค่าทดสอบ: การทดสอบสารพิษวิทยาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอาจมีราคาสูงมาก
  • ค่า Only Representative: มักเป็นค่าธรรมเนียมประจำปี บวกค่าบริการเริ่มต้น
  • ค่าปรับ: การไม่ปฏิบัติตามอาจส่งผลให้ถูกปรับหนัก รวมถึงสินค้าถูกระงับ

ประโยชน์ที่ได้จาก REACH (นอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎหมาย)

แม้จะยุ่งยาก แต่การปฏิบัติตาม REACH มีข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัด:

  • เข้าถึงตลาดใหญ่: EU มีผู้บริโภคกว่า 450 ล้านคนที่ยินดีจ่ายเงินมากกว่าสำหรับสินค้าที่ปลอดภัย
  • สร้างความน่าเชื่อถือ: การปฏิบัติตาม REACH แสดงให้เห็นว่าคุณจริงจังกับความปลอดภัยและคุณภาพ
  • นวัตกรรมสีเขียว: กระตุ้นให้พัฒนาสารทดแทนที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ลดความเสี่ยงระยะยาว: ป้องกันปัญหาทางกฎหมายและความเสียหายต่อชื่อเสียงในอนาคต

สรุป: REACH คือโอกาส ไม่ใช่เพียงแค่ภาระ

REACH อาจดูซับซ้อนและน่ากลัวในตอนแรก แต่มองให้ลึกกว่านั้น — มันคือโอกาสในการพิสูจน์ว่าสินค้าของคุณปลอดภัย มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับตลาดระดับโลกที่เข้มงวดที่สุด

ยิ่งคุณเข้าใจและเริ่มต้นเร็วเท่าไร ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาด EU มากขึ้นเท่านั้น อย่ามองมันเป็นอุปสรรค — มองมันเป็นมาตรฐานที่จะยกระดับธุรกิจของคุณไปสู่ระดับสากล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ถ้าผลิตภัณฑ์ของฉันไม่ใช่เคมี ต้องสนใจ REACH ไหม?

A: ใช่ ต้องสนใจ แม้สินค้าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า หรือเฟอร์นิเจอร์ ก็อาจมีสารเคมีที่ต้องรายงาน เช่น สีย้อม พลาสติไซเซอร์ หรือสารหน่วงไฟ

Q: Only Representative กับ Importer ต่างกันอย่างไร?

A: Only Representative คือตัวแทนที่บริษัทนอก EU จ้างมาเพื่อจดทะเบียนแทน ส่วน Importer คือผู้นำเข้าใน EU ที่รับสินค้าเข้ามา ถ้าไม่มี OR ภาระการจดทะเบียนจะตกอยู่กับ Importer

Q: Candidate List คืออะไร?

A: เป็นรายชื่อสารเคมีที่มีความน่ากังวลสูง (SVHC) ซึ่งอาจถูกย้ายเข้าสู่ Authorization List ในอนาคต ถ้าสินค้ามี SVHC เกิน 0.1% ต้องแจ้งให้ ECHA และลูกค้ารู้

Q: ต้นทุนการปฏิบัติตาม REACH สูงแค่ไหน?

A: ขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของสาร — อาจตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนยูโร รวมค่าจดทะเบียน ค่าทดสอบ และค่า OR แต่ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการเข้าถึงตลาด EU

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความรู้

CFP ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือตัววัดความยั่งยืนที่แท้จริงของธุรกิจ

การประเมินค่า CFP ช่วยให้องค์กรเข้าใจผลกระทบสิ่งแวดล้อม…

ความรู้

OK Compost ของ TUV Austria คืออะไร มาตรฐานสำคัญสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน

OK Compost เป็นเครื่องหมายรับรองที่บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นั…

ความรู้

CBAM คืออะไร? ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของ EU ที่ธุรกิจส่งออกต้องรู้

CBAM คือ มาตรการจัดเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโ…

ความรู้

เข้าใจ CFP แบบลึกแต่ไม่ยาก ก้าวแรกของธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

การประเมิน Carbon Footprint of Product (CFP) เป็นกระบวน…